Archive for the ‘Other’ Category
ใครที่ชื่นชอบโดเรม่อนและโนบิตะ ลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านดูครับชื่อ……..
วิถี-โนบิตะ ชัยชนะของคนไม่เอาถ่าน
posted on 19 Nov 2008 22:22 by bookbank เชื่อไหมว่าผมเกือบลืม การ์ตูนเรื่องโดราเอม่อนไปแล้ว ไปเห็นหนังสือที่มีชื่อว่า “วิถีโนบิตะ-ชัยชนะของคนไม่เอาถ่าน” เลยนึกขึ้นได้ คนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ชื่อ คุณโยโกยาม่า ยาสุยุกิ คุณยาสุยุกิ แกจริงจังมุ่งมั่นมาก ถึงกับลงทุนศึกษาวิจัยค้นคว้าเรื่องราวของการ์ตูนโดราเอม่อน ซึ่งสร้างสรรค์โดยอาจารย์ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ ตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน อย่างเอาจริงเอาจังถึง 6 ปี ในมหาวิทยาลัยฟุคุยาม่า แล้วก็เขียนวิทยานิพนธ์ออกมา คุณยาสุยุกิ แกค้นคว้าอย่างละเอียด อ่านงานทุกชิ้นไม่น้อยกว่า 50 รอบ รวมเวลาไม่น้อยกว่า 200 ชั่วโมง จัดทำฐานข้อมูลอย่างละเอียดทุกแง่มุม แยกแยะพฤติกรรมตัวละคร แรงจูงใจ เป้าหมาย และอื่นๆ
คุณโยโกยาม่า ยาสุยุกิ กล่าวในบางส่วนของคำนำว่า จากการวิจัยแกพบว่า คนไม่เอาไหนอย่างโนบิตะ ที่แย่ไปเสียทุกเรื่อง เรียนก็แย่ เล่นกีฬาก็ไม่เอาไหน แถมยังช่วยตัวเองไม่ได้ แต่เหตุใดจึงสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้เหมือนกัน แกตั้งสมติฐานว่า โนบิตะมีวิธีมองโลกที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ แต่การมองโลกที่ไม่เหมือนกับคนส่วนใหญ่มองนี่แหละ กลับกลายเป็นเคล็ดลับที่นำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต (เช่น เมื่อโนบิตะรู้ว่าตัวเองเล่นเบสบอลไม่เก่ง คนอื่นจะพยายามฝึกหนักขึ้น แต่โนบิตะกลับไม่สนใจจะฝึกซ้อม กลับคิดว่าการเล่นเบสบอลให้เก่งไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตสักหน่อย อะไรทำนองนี้แหละ..) ตอบคำถามได้ว่าโนบิตะซึ่งใครๆก็มองว่า เขาเป็นคนไม่เอาถ่านจึงสามารถประสบชัยชนะในบั้นปลายได้
ตอน หนึ่งในการ์ตูนโดราเอม่อน ซึ่งเป็นตอนที่ชิสุกะตกลงใจไม่ได้ว่าสมควรที่จะแต่งงานกับโนบิตะหรือไม่ ชิสุกะถามพ่อของเธอว่า เธอควรบอกกับตัวเองว่าอะไร ทำไมจึงควรเป็นโนบิตะ พ่อของชิสุกะตอบลูกสาวว่า ก็เพราะว่าคนอย่างโนบิตะเป็นคนที่อยากเห็น และต้องการให้คนอื่นมีความสุข ชิสุกะจึงตัดสินใจแต่งงานกับโนบิตะ เดี๋ยวนี้คุณสมบัติในการเป็นคนที่อยากเห็นคนอื่นมีความสุขกลายเป็น คุณสมบัติที่หาได้ยากมากในคน(เป็นๆที่ไม่ใช่การ์ตูนในโลกปัจจุบัน) โนบิตะมีคุณสมบัติที่ว่านี้อย่างเต็มเปี่ยม
คุณยาสุยุกิ ผู้เขียน บอกว่าจากการวิจัยโดราเอม่อน พบว่าเรื่องราวส่วนใหญ่ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและพบเห็นกันได้ทั่วไปในชีวิตจริงของคนเรานี่แหละ ก็ภาพสะท้อนสังคมที่อยู่รอบๆตัวเรานั่นเอง การศึกษาปัญหาต่างๆที่โนบิตะต้องเผชิญในจำนวน 582 ตอน ในหนังสือการ์ตูน แยกออกเป็น 7 หมวดใหญ่ๆ โนบิตะมีปัญหาเรื่องเพื่อน 237 ตอน, ปัญหาจากตัวเอง 110 ตอน, เรื่องครอบครัว 76 ตอน, ที่โรงเรียน 56 ตอน, ความรัก 44 ตอน, กีฬา 34 ตอน และเรื่องเงินๆทองๆ 34 ตอน
ใน การ์ตูนโดราเอม่อน หลายตอนได้แสดงให้เห็นถึงการอธิบาย และมุมมองโลกและชีวิต ผ่านสายตาโนบิตะ ซึ่งเป็นการมองตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆอย่างเรื่องความ ห่วงใยในสภาพแวดล้อม มีอยู่ตอนหนึ่งที่ผมชอบมาก เป็นตอนที่โนบิตะและเพื่อนได้ดูข่าวการปรากฏตัวของสุนัขป่าหายากที่เชื่อว่า สูญพันธุ์ไปแล้วจากญี่ปุ่น ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานาส่วนมากไม่มีใครเชื่อว่าจะมีสุนัขป่าหลง เหลืออยู่ โนบิตะปากพร่อยรับอาสาเพื่อนๆว่าจะไปเอาสุนัขป่ามาให้เพื่อนดูให้ได้ หากทำไม่ได้จะยอมใช้มือเดินแทนเท้า แต่สุดท้ายก็ต้องขอความช่วยเหลือจากโดราเอม่อนเหมือนเคย
ทั้ง โนบิตะและโดราเอม่อน จึงต้องไปตามหาสุนัขป่าให้เจอก่อนที่พรานนักล่า และผู้สื่อข่าวจะไปเจอ โดราเอม่อนใช้ของวิเศษที่ทำให้โนบิตะแปลงร่างเป็นสุนัขป่า แต่ก็พลัดหลงกัน ทำให้โนบิตะไปเจอกับครอบครัวสุนัขป่าและได้เข้าไปอยู่กับสุนัขป่า จนรู้ว่าเหตุที่สุนัขป่าสูญพันธุ์เพราะมนุษย์เห็นแก่ตัว แย่งที่อยู่อาศัยของสุนัขป่า แถมยังตามล่าจนพวกมันไม่มีที่อยู่ เหลือเพียงครอบครัวสุดท้ายที่โนบิตะไปพบ ในที่สุดโนบิตะและโดราเอม่อน ก็ช่วยพาครอบครัวสุนัขป่าครอบครัวสุดท้ายหนีรอดพ้นการไล่ล่าของพราน แม้ต้องอับอายถูกเพื่อนหัวเราะเยาะ เพราะแพ้พนันเพื่อนๆจนต้องเอามือเดินต่างเท้า ก็ตาม
กับ อีกตอนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงวิธีคิดอย่างโนบิตะ คือตอนที่คุณพ่อต้องประชุมงานสำคัญของบริษัท แต่คุณพ่อเป็นไข้หวัด โนบิตะอยากช่วยคุณพ่อจึงขอให้โดราเอม่อนเอาเครื่องมือวิเศษออกมา โดราเอม่อนเอาเครื่องดูดไข้หวัดออกมาให้ใช้ แต่โนบิตะก็ต้องดูดไข้หวัดของคุณพ่อมาไว้ที่ตัวเอง โนบิตะครุ่นคิดตลอดเวลาที่จะหาคนโชคร้ายมาดูดไข้หวัดไปแทนตัวเองแต่ก็หาไม่ ได้ พอมาเจอสุเนโอะ ที่ทำท่าทางเยาะเย้ยถากถางโนบิตะ โนบิตะโกรธจึงคิดจะหลอกใช้เครื่องดูดไข้หวัดไปให้สุเนโอะ แต่คิดไปแล้ว โนบิตะก็ไม่กล้าทำ เพราะห่วงว่าถ้าสุเนโอะเป็นไขหวัดแทนตัวเอง แม่และคนอื่นๆคงลำบากไปด้วย จนในที่สุด โนบิตะก็ไปพบชายหนุ่มคนหนึ่ง เดินถอดเสื้ออยู่ท่ามกลางลมหนาว ชายหนุ่มบอกโนบิตะว่า เขาหลงรักนางพยาบาลคนหนึ่ง เพื่อจะได้มีโอกาสใกล้ชิดคนที่รัก จึงพยายามทำให้ตัวเองเป็นหวัด แต่ก็ไม่ยอมเป็นเสียที แค่นี้ก็รู้แล้วใช่ไหมว่าตอนจบของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร
อ่าน หนังสือเล่มนี้ให้สนุก ต้องเคยดูการ์ตูนมาบ้างแล้ว คนที่ลืมไปแล้ว หรือไม่เคยดู การ์ตูนโดราเอม่อน ไม่รู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร อาจต้องดูก่อน ส่วนใครที่รู้เรื่องราวดีอยู่แล้ว ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้อาจทำให้คุณ มีมุมมองใหม่ๆที่แตกต่างไปจากที่เคยมีก็ได้ครับ
http://bookbank.exteen.com/20081119/entry-1
ปล.หนังสือเล่มนี้ตอนที่ออกใหม่ๆผมไปหาซื้อทั้วกรุงเทพเลยกว่าจะได้มีแต่ร้านบอกว่าให้จองก่อน ไม่รู้ขายดีหรือพิมพ์น้อย 

รูปปกของหนังสือเล่มนี้ครับ
http://www.thailandsusu.com
![]()
ข้าพเจ้ารักการผายลม
การผายลมนับเป็นศาสตร์และศิลป อย่างหนึ่ง…
ข้าพเจ้าเรียนรู้มันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ
สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าหันมาสนใจมันอย่างจริงจังก็คือ..
ลุงของข้าพเจ้าเอง…
ข้าพเจ้าจำได้ดี ตอนอยู่ประมาณประถมสี่…
ลุงของข้าพเจ้าได้ทำการผายลมอันน่าทึ่ง..
ท่านได้แบ่งลมออกเป็น 3 ช่วง 3 จังหวะ…
และปล่อยมันออกมา ในท่า ต่างๆกัน..
เหตุการณ์วันนั้นยังติดตาตรึงใจข้าพเจ้ามาจนทุกวันนี้…
ตั้งแต่นั้นมา ข้าพเจ้าศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการผายลม
ทั้งจากการอ่าน และการลองกระทำ…
ข้าพเจ้าศึกษาจนได้ค้นพบว่า
ในพื้นผิวต่างกัน และองศาของตูด..
มีผลทำให้เสียงที่ออกมา ทุ้ม แหลม ต่างกัน ในระดับองศาใด.. และพื้นผิวแบบไหน..
กลิ่น ก็สำคัญ…
ข้าพเจ้าศึกษาจนค้นพบว่า กินอะไรเข้าไป กลิ่นจะออกมาให้ความรุนแรงในระดับไหน..
ข้าพเจ้าชอบผายลมในลิฟท์
เนื่องด้วยมันเป็นที่อับ และมีคนแปลกหน้ามากมาย..
ข้าพเจ้าชอบมองสีหน้าของคนเหล่านั้น
ยามเมื่อพวกเขาได้กลิ่นรัญจวนที่ออกมาจากตูดของข้าพเจ้า..
น่าแปลก ทั้งทั้งที่มันโคตรจะเหม็น
แต่กลับไม่เคยมีใครปริปากพูดเลยซักคน ว่า มันเหม็น
ข้าพเจ้ารู้สึกได้ถึงความเกรงอกเกรงใจกันในที่แคบๆแห่งนี้
ทุกวัน ก่อนจะเริ่มเข้างาน ลิฟท์ที่ออฟฟิศข้าพเจ้าจะมีคนเยอะมากๆ
ข้าพเจ้าแอบแฝงเข้าไปในลิฟท์
ก่อนที่จะกระทำการ “ตดสุ่ย” ออกมา
*ตดสุ่ย คือการตดแบบเบาๆ แทบจะไม่มีเสียง เสียงที่ออกมาถ้าเงี่ยหูฟังจะดัง สุ่ย เบาๆ ต้องมือโปรเท่านั้นจึงจะทำได้*
ในบางครั้ง ขณะที่คนกำลังพูดคุยกันอยู่ในลิฟท์
เมื่อข้าพเจ้าตดไปแล้วเสียงคุยจะเงียบลงทันที…
สีหน้าทุกคนจะเปลี่ยน.. แต่ไม่มีใครถามว่าใครตด…
เวลาผ่านไป…
ผู้คนเริ่มพูดถึงเรื่องกลิ่นแปลกๆในลิฟท์
ข้าพเจ้ารู้สึกภูมิใจเหลือเกินที่ไม่มีใครรู้ตัวตนที่แท้จริงของผู้ปล่อยกลิ่นนั้น..
เหมือนฮีโร่ที่แอบทำความดีโดยมีหน้ากากปิดบังหน้าตาที่แท้จริง…
จนกระทั่ง…
เช้าวันนี้ข้าพเจ้าแฝงตัวเข้าไปในลิฟท์ตามปรกติ…
ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังจะทำการตดสุ่ยนั้นเอง..
ข้าพเจ้าก็ได้กลิ่น.. เป็นกลิ่นเหม็นเน่ามากๆ..
ใครนะ มันบังอาจ ตดตัดหน้าฉัน!!
กลิ่นมันโคตรเหม็นอ่ะ..
ไอ้แว่นคนนั้น.. ไอ้อ้วนคนนั้น.. หรือหนึ่งในพวกผู้หญิงขี้เมาท์กลุ่มนั่น…
ข้าพเจ้าได้แต่เก็บความแค้นไว้…
มันทำให้ข้าพเจ้านอนไม่หลับ…
วันรุ่งขึ้น… เวลาเดิม..
ข้าพเจ้าเดินเข้าไปในลิฟท์พร้อมคนกลุ่มเดิม
ถึงแม้จะมีคนอื่นเข้ามาปะปนบ้าง..
แต่กลิ่นนั้นมันก็มาอีก.. กลิ่นเหม็นเน่าแบบเดิม…
ได้เลย กูรับคำท้า!!
ข้าพเจ้าคิดในใจ พร้อมกับปล่อย “ตดหัวขี้” ออกไป!!
**ตดหัวขี้ คือการตดเบียดอึ การตดโดยมีอึคาตูด กลิ่นเหม็นจะทวีความรุนแรงเป็น 2 เท่า!! *
ในลิฟท์ตอนนี้ กลิ่นตดของข้าพเจ้าและของบุคคลนิรนาม ตีกันตลบอบอวล อยู่ภายใน..
มันทำให้ผู้อื่นที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ถึงกับพาลจะอ๊วกแตกออกมา…
และในที่สุด!!
ข้าพเจ้าก็เป็นฝ่ายแพ้..
กลิ่นของบุคคลนิรนามนั่นรุนแรงกว่า.. และอยู่นานกว่ากลิ่นของข้าพเจ้า…
น้ำตาของข้าพเจ้าไหล…
พรุ่งนี้.. กูจะแก้ตัว…
เช้าวันนี้ข้าพเจ้ามาพร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะ…
ที่เก่า.. เวลาเดิม.. คนกลุ่มเดิม..
หัวใจข้าพเจ้าเต้นระส่ำในขณะก้าวเท้าเข้าไปในลิฟท์…
กลิ่นเดิมมาอีกแล้ว…
ข้าพเจ้าตัดสินใจใช้ท่าไม้ตาย!!
…………….
……….
……
“โหย ไอ้จอม มัน Here มากเลย แม่งขี้ในลิฟท์อ่ะ”
“ไอ้จอม แม่งขี้แตกคาลิฟท์ โคตรเหม็นระยำเลย”
เสียงบ่นก่อนด่าของคนในออฟฟิศยังคงเป็นไป
อย่างต่อเนื่องยาวนานแม้เวลาจะผ่านเลยไปนานแล้ว
แต่ข้าพเจ้าไม่สนใจหรอก…
เพราะข้าพเจ้าเป็นผู้ชนะ…
ว่าฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ (กูชนะแล้ว)
ไอ้หนุ่มคนหนึ่งใฝ่ฝันมานานแล้วว่า อยากได้มอ’ไซค์ฮาเลย์สักคัน
จนกระทั่งวันหนึ่งเขาเก็บเงินได้มากพอจนสามารถซื้อมอ’ไซค์ฮาเลย์ได้
แต่ ก่อนที่จะออกจากโชว์รูม คนขายเตือนเขาว่า ให้ระวังชิ้นส่วนที่ชุบโครเมียมจะหมองถ้าโดนฝน ไอ้หนุ่มมอ’ไซค์เห็นจริงดังนั้น เลยถามคนขายว่าควรทำอย่างไรดี แล้วก้อได้คำตอบว่า ให้พกวาสลีนติดตัวไว้เสมอ เวลาฝนจะตกก้อเอาวาสลีนไปละเลงตรงที่ชุบโครเมียม ด้วยความรักที่มีต่อมอ’ไซค์ราคาแพง ไอ้หนุ่มคนนั้นจึงพกวาสลีนติดตัวตามที่ได้รับคำแนะนำมา
ต่อมาไม่นาน ไอ้หนุ่มมอ’ไซค์ฮาเลย์ก็พบรักกับสตรีนางหนึ่ง ถึงขนาดพาซ้อนฮาเลย์ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเวลา
ความรักของทั้งสองคนเบ่งบานขึ้ นจนสาวเจ้าออกปากเชิญไป กินข้าวเย็นที่บ้านกับครอบครัวของเธอ
ไอ้ หนุ่มฮาเลย์ตกลงทันที แต่เธอบอกว่าที่บ้านเธอมีธรรมเนียมแปลกอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือหลังอาหารเย็นสิ้นสุดลง ใครพูดออกมาเป็นคนแรกต้องล้างจานทั้งหมด
ไอ้ หนุ่มรู้สึกแปลกใจแต่คิดว่าคงน่าสนุกดี ดังนั้นหลังอาหารเย็น ทุกคนซึ่งประกอบด้วย พ่อแม่ของฝ่ายหญิงและคู่รักหนุ่มสาวจึงพากันรูดซิปปากกันถ้วนหน้า
กาลผ่านไปเป็นชั่วโมงจนไอ้หนุ่มรู้สึกอึดอัด แต่แล้วเขาก้อคิดอุบายออกมาได้อย่างหนึ่ง
เขาหันมากอดจูบแฟนสาวต่อหน้าพ่อแม่ของเธอ แต่ผิดคาด ไม่มีใครพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว
ไอ้หนุ่มฮาเลย์ไม่ยอมจำนนง่ายๆ เขาจับสาวเจ้าให้ขึ้นไปนอนบนโต๊ะอาหารแล้วจัดการ ….XXX….กับแฟนสาวของตนทันที
สีหน้าพ่อกับแม่ฝ่ายหญิงแดงก่ำเพราะโกรธจัด แต่ไม่มีใครเอ่ยปากแม้แต่คำเดียว! !!
ไอ้ หนุ่มรู้สึกประหลาดใจมาก แต่ยังไม่ยอมแพ้ คราวนี้ลงมือ ….XXX…. กับแม่ของฝ่ายหญิงอย่างดุเดือด แม่ของฝ่ายหญิงยิ้มพริ้มพราย แต่แฟนสาว และพ่อของเธอ (ฝ่ายหญิง) กลับเป็นฝ่ายมีสีหน้าโกรธเดือดดาล
แต่แล้วก็เหมือนเดิม ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลย
คราวนี้ไอ้หนุ่มฮาเลย์รู้แล้วว่า คงไม่มีทางเอาชนะเกมนี้ได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้นเขาได้ยินเสียงฟ้าร้องครืนมาแต่ไกล
แน่แล้ว ฝนกำลังจะตกแน่ๆ สิ่งแรกที่เขาคิดคือต้องเอาวาสลีนไปทารถมอไซค์ฮาเลย์สุดรักสุดหวงซะก่อนที่จะเปียกฝน
เมื่อคิดได้แล้ว เขาก็ล้วงเอากระปุกวาสลีนออกมา….
“เอาหล่ะ” เสียงหนึ่งทำลายความเงียบขึ้น เป็นของพ่อของแฟนสาวนั่นเอง
“ถ้า(คุณ)จะเอาขนาดนี้เลยล่ะก้อ (กระผม)ล้างจานเองก็ได้…”
ที่มา FW mail